หมวด: บทความ ความรู้ทั่วไป
|
รวมทิปสำหรับเรื่องการพิมพ์  04-07-2008 Views: 3944 |
No title
รวมทิปสำหรับเรื่องการพิมพ์
1. สั่งพิมพ์งานแบบด่วนจี๋ แค่
คลิกเมาส์ขวาที่ไฟล์ที่ต้องการจะพิมพ์ แล้วเลือก Print
จากนั้นโปรแกรมหลักของไฟล์นั้นๆ
ก็จะถูกเรียกขึ้นมาพร้อมกับสั่งพิมพ์งานให้ทันที เมื่อสั่งพิม์เสร็จแล้ว
โปรแกรมก็จะปิดตัวเองไปอัตโนมัติ แต่ทั้งนี้แหละทั้งนั้น
โปรแกรมหลักของไฟล์นั้นๆ จะต้องถูกติดตั้งพร้อมใช้งานอยู่ด้วยนะครับ
ถึงจะใช้คำสั่งนี้ได้ 2. เขย่าก่อนใช้ ก่อนจะทำการเปลี่ยนตลับหมึก
ที่จะใส่ลงไปบนเครื่องพรินเตอร์
สำหรับอิงก์เจ็ตแล้วต้องทำการเขย่าตลับหมึกก่อนเพื่อให้หมึกมารวมตัวกัน
ก่อน เพื่อให้หัวพรินเตอร์ ทำการตรวจสอบหมึกภายในตลับได้ง่ายขึ้น
3. สั่งให้เรียงหน้าพิมพ์เอง อิง
ก์เจ็ตส่วนใหญ่ จะไหลงานพิมพ์มาด้านหน้า ซึ่งเวลาสั่งพิมพ์งานหลายๆ หน้า
เราต้องมาเรียงหน้าใหม่ทุกครั้งเพราะหน้าสุดท้ายจะมาอยู่ด้านบนเสมอ
แต่เครื่องรุ่นใหม่ๆ จะมีฟังก์ชันนี้ Reverse Order
ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่กำหนดให้การสั่งพิมพ์เริ่มต้นจากหน้าสุดท้ายมายังหน้า
แรกครับ ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลามาเรียงหน้าใหม่อีกครั้ง
4. ควรใช้กระดาษให้เหมาะสมกับงาน เช่น
หากเป็นงานเอกสารธรรมดา แค่ใช้กระดาษที่วางขายทั่วไปก็พอ
แต่หากคุณต้องพิมพ์งานที่ต้องการความปราณีต เช่น พิมพ์รูปภาพ
กระดาษที่ใช้ก็ควรเป็นกระดาษแบบโฟโต้เนื่องจากจะทำให้หมึกไม่แตกเมื่อพิมพ์
ลงไป และสามารถคงคุณภาพได้นานกว่ากระดาษทั่วไป
ซึ่งจะจางลงภายในเวลาไม่นาน
และเมื่อพิมพ์งานออกมาแล้วควรเก็บชิ้นงานให้มิดชิดหลีกเลี่ยงไม่ให้โดนแสง
แดดเพราะจะทำให้ซีดเร็ว
5. พิมพ์ภาพหน้าเดสก์ท็อปอย่างง่าย คุณ
เองก็สามารถจับภาพและพิมพ์หน้าจอที่มองเห็นจากมอนิเตอร์ได้เหมือนกับมือ
อาชีพ ด้วยฟังก์ชัน Print Screen ลองมองไปที่ปุ่มด้านบนๆ ของคีย์บอร์ด
คุณจะเห็นปุ่ม Print Screen หรือ Prnt Scrn อยู่
เราจะใช้เจ้าปุ่มนี้แหละจับภาพหน้าจอ โดยเมื่อกดปุ่ม Print Screen
ภาพหน้าจอของคุณจะถูกก๊อบปี้ไปไว้ใน คลิปบอร์ดชั่วคราว
แต่ยังสั่งพิมพ์ไม่ได้จนกว่าคุณจะนำไป paste ในโปรแกรมใดโปรแกรมหนึ่ง
สมมติว่าเราใช้ Paint โดยเมื่อ paste ลงใน Paint
แล้วก็สามารถพิมพ์หน้าจอของคุณได้แล้ว แต่หากต้องการจับภาพเฉพาะหน้าต่างๆ
บนสุด ก็ทำได้อย่างง่ายดายเช่นกัน โดยแค่กด Alt + Print Screen
แล้วก็นำไป paste เหมือนเดิม
6. สั่งเก็บงานหากต้องการพิมพ์บ่อยๆ หาก
คุณต้องการพิมพ์งานชิ้นหนึ่งบ่อยๆ แต่กว่าจะทำได้ก็ต้องหาไฟล์
เปิดไฟล์ด้วยโปรแกรม แล้วจึงเข้าเมนู Print แล้วไหนจะต้องมาตั้งค่าอื่นๆ
อีก ถ้าต้องทำบ่อยๆ ถ้าต้องทำบ่อยๆ คงไม่ใช่เรื่องสนุกแน่ๆ
ดังนั้นมาใช้วิธีง่ายๆ ที่ผมจะบอกดีกว่า โดยไปที่ Printer Properties
แล้วไปที่แท็ป Advanced แล้วเลือก Keep printed documents
ไฟล์นั้นก็จะคงอยู่จนกว่าเราจะลบมันทิ้งไปเอง
เวลาต้องการจะพิมพ์ซ้ำก็ให้ไปเข้าที่ Start >Printers and Faxes
แล้วดับเบิ้ลคลิ้กเพื่อเข้าหน้าต่างของ Printer
แล้วคลิ้กขวาที่ไฟล์ที่ต้องการจะพิมพ์ซึ่งควรจะมีอยู่แล้ว เลือก Restart
หรือเพื่อความสะดวกให้สร้าง Shortcut ของ Printer ไว้โดยเข้าไปที่ Start
> Printers and Faxes แล้วคลิ้กขวาที่ Printer แล้วเลือก create
Shortcut ไว้ที่หน้าเดสก์ท็อป ก็จะสะดวกมากขึ้น
7. เพิ่มเครื่องพิมพ์เมนู Send To วิธี
สร้างชอร์ตคัตใน Send To ทำได้ง่ายๆ โดยเมื่อเราได้ชอร์ตคัตจากข้อที่แล้ว
ก็ให้เอาชอร์ตคัตที่สร้างไปไว้ในโฟลเดอร์ชื่อ Send To สำหรับ Windows 9X
จะอยู่ที่ C:\ Windows \ SendTo ส่วน Windows XP จะอยู่ที่ C:\Documents
and Settings \ <ชื่อยูสเซอร์ของคุณ> \ SendTo
แต่คุณอาจไม่เห็นเพราะมันจะถูกซ่อนอยู่ ก็ให้พิมพ์ชื่อ Send To
ต่อท้ายไดเรกทอรีลงไปที่ช่อง Address เลยก็ได้
8. สร้างโปรไฟล์ไว้พิมพ์งานหลายๆ แบบ ใน
บางครั้งเราต้องพิมพ์งานหลายๆ รูปแบบ
แต่ต้องมาคอยเปลี่ยนออปชันเวลาจะพิมพ์งานชิ้นหนึ่ง
ก็ทำให้ยุ่งยากใช่มั้ยล่ะครับ วิธีแก้ง่ายๆ คือการสร้าง Profile
ซึ่งโดยปกติแล้วซอฟต์แวร์เครื่องพิมพ์ มักจะมี options
ให้เราสามารถเพิ่ม/ลด/แก้ไข Profile ได้
แต่หากเครื่องพิมพ์ของคุณไม่มีก็ไม่เป็นไรครับเรามาสร้าง Profile
ด้วยตัวเองกันดีกว่า เริ่มจากไปที่ Start > Control Panel > Printer
and Other Hardware > Add a Printer จะมีหน้าต่าง Add Printer Wizard
ขึ้นมา ก็ให้กด next ไปเรื่อยๆ จนมาถึงหน้าต่างที่มีคำว่า Name Your
Printer ก็ให้ตั้งชื่อเป็น Profile ที่เราต้องการครับ (เช่น Color printer
สำหรับพิมพ์งานสีอย่างเดียว เป็นต้น) พอเรา Add Printer
ได้แล้วก็ให้คลิกขวาที่ Printer ที่เราเพิ่งจะเพิ่มไปสักครู่ แล้วไปที่
Printing Preferences… หรือไปที่ Properties > Printing Preferences
ก็ได้ครับ
แล้วก็ตั้งค่าได้ตามใจชอบเลยว่าอยากให้เครื่องพิมพ์ตัวนี้มีรูปแบบการพิมพ์
ยังไง เสร็จแล้วก็กด Ok เป็นอันเรียบร้อยครับ
จากนั้นก็เพิ่มเครื่องใหม่อีกเรื่อยๆ ตามความต้องการและงานที่อยากให้ทำ
9. ประโยชน์ของ Print to file Print
to File จะอยู่ในหน้าต่างที่เราตั้งค่าก่อนพิมพ์ครับ เมื่อเลือก Print to
file แล้วงานของคุณจะถูกเก็บด้วยนามสกุล .prn ปกติเวลาพิมพ์งาน
เครื่องพิมพ์จะสร้างไฟล์ .prn เสมอ เพียงแต่ไม่ได้สร้างให้เห็น
และไม่ได้เก็บไว้ แล้ว .prn มีไว้ทำไม? คำตอบคือ
มีไว้เก็บข้อมูลที่จะส่งไปให้เครื่องพิมพ์ ว่าเอกสารนี้ใช้ ฟอนต์อะไร
มีกี่หน้า ตั้งค่าหน้ากระดาษอย่างไร ฯลฯ สรุปก็คือ
เป็นสื่อกลางระหว่างพีซีกับเครื่องพิมพ์นั่นเอง ประโยชน์ของมันก็คือไฟล์
.prn นี้สามารถพิมพ์ได้ทันที โดยไม่ต้องเปิดโปรแกรม text editor เลย
ดั้งนั้นหากพิมพ์จากไฟล์ .prn ไม่ว่าจากที่ใด
ก็จะได้งานที่เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน แต่ปัญหาก็คือถ้าเปิดไฟล์ .prn ด้วย
text editor ก็จะออกมาเป็นภาษาอะไรก็ไม่รู้ ดังนั้นการพิมพ์ไฟล์ .prn
จึงต้องใช้โปรแกรมพิเศษ อย่าง MS Office Document Imaging
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุดโปรแกรม MS Office นั่นเอง
10. ลองเปลี่ยนมาใช้หมึกทางเลือกดูบ้าง ถ้า
งานพิมพ์ของคุณไม่ได้เจาะจงว่าต้องสวยสด และสีต้องเที่ยงตรงเป๊ะๆ
แล้วล่ะก็ ลองหันมาใช้หมึกทางเลือกอย่างพวก Refill หรือ Compatible ink ดู
ก็เป็นตัวเลือกที่ประหยัดเงินในกระเป๋าคุณได้มาก เพราะหมึกเติมคุณภาพดีๆ
นั้นอย่างไรก็มีราคาถูกกว่าหมึกแท้หลายเท่า
เพียงแต่เพื่อความปลอดภัยของเครื่องพิมพ์
เรามีข้อแนะนำสำหรับการใช้หมึกเติมดังนี้ *
ลองปรึกษาหรือหาข้อมูลเกี่ยวกับการใชหมึกเติมเสียก่อน
ก่อนที่จะพิจารณาเติมหมึกยี่ห้อใดๆ
เพื่อดูว่าคนนิยมใช้หมึกเติมยี่ห้อใดมากที่สุดและมีปัญหาน้อยที่สุด *
การเติมหมึกในแต่ละครั้ง ควรใช้ยี่ห้อเดียวกันไปจนกว่าจะเปลี่ยนตลับใหม่
เพราะเคมีของหมึกแต่ละยี่ห้อมักจะไม่เหมือนกัน การเติมหมึกคละยี่ห้อไปมา
ในตลับเดิมๆ อาจทำให้เกิดปัญหากับหัวพิมพ์ได้ *
ลองเลือกเติมหมึกกับบริษัทที่มีการรับประกันน่าเชื่อถือ เช่น
รับประกันความเสียหายของเครื่องพิมพ์
หรืองานพิมพ์เพราะอย่างน้อยคุณก็ยังมีคนรับภาระให้
ถ้าเกิดไปเติมหมึกมาแล้วมีปัญหากับเครื่องตามมา
ทิปดี ๆ จาก หนังสือ PCTODAY ---------------------------------------------------------------------
ทิปพิมพ์งานจากยูทิลิตี้เล็กๆ แต่เก่งเกินตัว
การหาโปรแรม ให้เข้า www.google.com แล้ว Search คำว่า Download (ชื่อโปรแกรม) ตัวอย่างเช่น download Inksaver 2.0 เป็นต้น 1. Inksaver 2.0 หมึกเท่าเดิม แต่พิมพ์เพิ่มได้เป็นร้อยหน้า โปรแกรม
Inksaver คือโปรแกรมที่ช่วยให้คุณประหยัดหมึกได้อย่างเห็นผล
ขอแนะนำให้ใช้โปรแกรมนี้ ควบคู่ไปกับงานพิมพ์เอกสาร
เพราะคุณสามารถใช้โปรแกรมนี้ไปปรับแต่งความเข้มหรืออ่อนของตัวหนังสือได้
อย่างยืดหยุ่นมากกว่าการปรับจากโปรไฟล์ของเครื่องพิมพ์เองด้วยซ้ำ
และทุกครั้งที่ปรับเปอร์เซน์ความเข้มของงานพิมพ์
ตัวโปรแกรมจะคำนวณให้คุณได้เห็นจะๆ ในทันทีว่า
คุณจะประหยัดหมึกไปได้กี่เปอร์เซนต์
และประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับหมึกแต่ละตลับไปได้อีกกี่บาท ตัวโปรแกรมพัฒนาอยู่ตลอด ล่าสุดถึงเวอร์ชัน 2.0 แล้วซึ่งเจ้าตัวโปรแกรมนี้ก็รู้จักเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตในตลาดเกือบทุกรุ่นเลยทีเดียว
2. iCabon จับพรินเตอร์กับสแกนเนอร์ มาทำเป็นเครื่องถ่ายเอกสารเสียเลย โปรแกรม
ขนาดจิ๋วที่จะทำให้ printer + scanner = copier
ดังนั้นคุณจึงจำเป็นต้องมีทั้งสแกนเนอร์
และพรินเตอร์ที่ติดตั้งพร้อมใช้งานแล้วอย่างละ 1 ตัว เป็นอย่างน้อย
วิธีใช้ก็แสนง่ายเมื่อคุณลงโปรแกรมเสร็จแล้ว
โปรแกรมจะตั้งค่าสแกนเนอร์และพรินเตอร์ให้เอง งานของคุณก็แค่ตั้งค่าต่างๆ
ได้แก่ จำนวนสำเนาที่ต้องการ (Number of copies) ขนาดย่อ- ขยาย (Zoom)
ค่าความเข้มของสำเนา ( contrast) และรูปแบบการสำเนาสีหรือขาวดำ (Type of
copy) ส่วนตัวเลือก Quality ในเวอร์ชันทดลองนี้ยังปรับค่าไม่ได้
เมื่อตั้งค่าต่างๆ แล้ว กดปุ่มขนาดใหญ่ ด้านซ้ายเป็นอันเสร็จครับ โปรแกรม
นี้มีขนาดเล็กใช้งานง่ายเหมาะสำหรับการสร้างเครื่องถ่ายเอกสารใช้เอง
คุณภาพที่ออกมาก็ใกล้เคียงกับร้านถ่ายเอกสารทีเดียว
เหมาะสำหรับใครที่มีทั้งพรินเตอร์และสแกนเนอร์อยู่แล้ว
จะได้เอามาใช้ร่วมกันให้คุ้มค่ามากขึ้นนะครับ
3. InkMonitor จับตาดูหมึกให้ดี เป็น
โปรแกรมที่จะวัดปริมาณหมึกที่เหลืออยู่
และยังสามารถเรียกดูรายการพิมพ์ต่างๆได้ เมื่อคุณติดตั้งเสร็จ
โปรแกรมจะปรากฏเป็นไอคอนอยู่ที่ system tray บริเวณเดียวกับนาฬิกาของ
windows คุณจะต้องตั้งค่า 2 อย่าง ได้แก่รุ่นของเครื่องพิมพ์ ( printer )
และรุ่นของตลับหมึก ( Cartridge) ทำได้โดยคลิ้กขวาที่ไอคอน InkMonitor
แล้วเลือก Program Options…จากนั้นก็ตั้งค่ารุ่นเครื่องพิมพ์และตลับหมึก
แล้วคุณก็ลืมมันไปได้เลย เพราะโปรแกรมจะรันเองโดยอัตโนมัติ
และจะแสดงปริมาณหมึกทุกครั้งที่มีการสั่งพิมพ์
นอกจากนี้ยังสามารถเรียกดูรายการพิมพ์ต่างๆ ที่เคยสั่งพิมพ์ได้อีกด้วย
โดยคลิ้กขวาที่ไอคอน InkMonitor แล้วเลือก Printer Details… การคำนวณ
ปริมาณหมึกที่ใช้ไปของโปรแกรมนี้ค่อนข้างแม่นยำเพราะโปรแกรมสามารถระบุได้
ถึงรุ่นเครื่องพิมพ์และรุ่นของตลับหมึกนอกจากนี้ไม่ว่าคุณตั้งค่าการพิมพ์
ไว้อย่างไรตัวโปรแกรมก็จะนำค่าเหล่านั้นมาใช้คำนวณด้วย
ดังนั้นเมื่อคุณเปลี่ยนตลับหมึกใหม่คุณควรเข้าไปตั้งค่าตลับหมึกใน
InkMonitor ใหม่ทุกครั้ง
4. Photo Paper Saver พิมพ์ภาพสวยๆ แบบคุ้มสุดๆ ถ้า
คุณลงทุนซื้อกระดาษคุณภาพสูงมาเพื่อใช้พิมพ์ภาพถ่าย คุณคงอยากจะใช้ทุกๆ
ตารางนิ้วของกระดาษให้คุ้มค่า
โปรแกรมนี้ช่วยให้คุณสามารถจัดรูปถ่ายของคุณลงให้เต็มพื้นที่หน้ากระดาษได้
อย่างง่ายดาย เริ่มต้นเปิดโปรแกรมขึ้นมาคุณก็จัดการเลือกว่าคุณจะพิมพ์
ภาพใดบ้าง การใช้งานก็ง่ายๆ เพราะหน้าตาเหมือนกับ Explorer ของวินโดวส์
เลือกเสร็จแล้วพอถึงหน้าต่าง Select Prints Sizes and Options ให้คุณกด
Finish ได้เลยเพื่อเข้าสู่หน้าจอการทำงาน ด้านล่างของรูปด้านซ้ายจะแสดง
ภาพต่างๆ ที่คุณเลือกในรูปแบบ thumbnails
ส่วนรูปที่แสดงอยู่คือรูปที่คุณเลือกรูปทางด้านขวามือเป็นรูปที่ขยายออกมา
ในส่วนนี้มีไว้เพื่อตั้งขนาดของรูปและจำนวนที่จะพิมพ์
คุณเลือกขนาดได้ตามใจชอบแต่ถ้าขนาดที่มีอยู่คุณไม่พอใจสามารถเข้าไปตั้งค่า
ใหม่ได้ที่ Print Sizes->Manage Print Sizes ส่วนจำนวน copies
ก็ตามต้องการเลยครับ การใช้โปรแกรมนี้
ตัวโปรแกรมจะพิมพ์ภาพขนาดเท่าต้นฉบับ 1 ภาพเสมอ สมมติเลือกขนาดเป็น 2.50
คูณ 3.50 และcopies เป็น2 แผ่น
สิ่งที่จะได้เมื่อสั่งพิมพ์คือรูปขนาดเท่าต้นฉบับ1 ภาพ และขนาดที่เราเลือก
3 ภาพ อยู่บนกระดาษแผ่นเดียวกัน (ถ้าพื้นที่พอ) แต่คุณสามารถเรียกดู print
preview ได้จาก เมนู File ครับ
5. PrintPunk พิมพ์เว็บเพจอย่างฉลาด เป็น
โปรแกรมที่จะเพิ่มทูลบาร์เข้าไปที่หน้าต่างของ IE
ซึ่งจะเพิ่มความสามารถในการพิมพ์หน้าเว็บเพจให้เก่งขึ้นใครที่เคยสั่งพิมพ์
หน้าเว็บเพจบ่อยๆ น่าจะซึ้งถึงความยากลำบากเป็นอย่างดี
เพราะไม่ว่าคุณจะสั่งพิมพ์แบบไหน
หน้าเว็บเพจก็ไม่เคยแสดงผลได้ถูกต้องบนกระดาษที่พิมพ์ออกมาเลยสักครั้ง
แต่เมื่อใช้ PrintPunk แล้ว
คุณสามารถพิมพ์เว็บเพจทั้งหน้าลงบนกระดาษแผ่นเดียวได้ง่าย
โดยที่ไม่มีอะไรขาดหายไปอีกด้วย สั่งพิมพ์โดยการกดปุ่ม Print ปุ่ม
Images กดเพื่อซ่อน/ แสดงรูปภาพบนหน้าเวบเพจนั้น
(ถ้าเพื่อว่าคุณต้องการอ่านและพิมพ์เฉพาะข้อความ) ปุ่ม Shrink/Zoom
ไว้เพื่อย่อขยายเว็บเพจถ้าตัวหนังสือเล็กหรือใหญ่เกินไป ส่วนปุ่ม Fit/Auto
Fit ให้เพื่อปรับขนาดหน้าเวบให้พอดีกับหน้าจอ
6. inePrint ปรับแต่งงานพิมพ์ได้อย่างใจ โปรแกรม
นี้ควรมีติดเครื่องไว้เลยครับ เพราะด้วย FinePrint
คุณสามารถพิมพ์เอกสารออกมาได้หลากหลายรูปแบบ
และปรับแต่งได้มากกว่าที่ไดรเวอร์เครื่องพิมพ์จะทำได้ เช่น การพิมพ์ 16
หน้าลงในกระดาษ A4 เพียงแผ่นเดียว หรือการพิมพ์เพื่อทำเป็นหนังสือทำมือ
การย่อ ขยาย การทำจดหมายข่าว หรือการใส่ลายน้ำให้กับเอกสาร เป็นต้น
โปรแกรมนี้เหมาะมากถ้าใช้พิมพ์เอกสารที่มีหลายหน้า
เพราะจะประหยัดกระดาษไปอีกเยอะเลยทีเดียว วิธีการใช้งาน FinePrint นั้น
ง่ายมาก เพราะหลังจากติดตั้ง FinePrint
แล้วคุณจะได้เครื่องพิมพ์เพิ่มมาใหม่อีก 1 เครื่อง นั่นคือ FinePrint
เวลาสั่งพิมพ์งาน คุณเลือกไปพิมพ์ออกที่ FinePrint แทนเครื่องพิมพ์ปกติ
จากนั้นโปรแกรมจะป็อบอัพหน้าต่างปรับแต่งของ FinePrint ขึ้นมา
หลังจากปรับจนพอในแล้วก็ค่อยสั่งพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์ปกติอีกทีครับ
7. PrintGhost พิมพ์เป็นภาพดีกว่า โปรแกรม
นี้สามารถที่จะแปลงงานพิมพ์ของคุณให้เป็นภาพ ในฟอร์แมต TIFF,JPG หรือ BMP
ได้ ไม่ว่างานพิมพ์นั้นคุณจะสร้างจากโปรแกรม เวิร์ด , เอ็กเซล,
พาวเวอร์พอยนต์ หรือเอกสารแบบไหนก็ตาม ซึ่งสะดวกมาก
เวลาที่คุณต้องส่งฟอร์มหรือเอกสารไปให้คนอื่นๆ
เพราะแทนที่คุณจะต้องพิมพ์มันออกมา แล้วส่งแฟกซ์
หรือเอามาสแกนอีกครั้งให้เสียเวลา คุณก็สั่งพิมพ์หน้าเอกสารออกทาง
PrintGhost แล้วส่งมันไปเป็นภาพเลย ถามว่า ทำไมไม่ส่งเอกสารที่เป็น
.doc ออกไปเลยล่ะ ? เหตุผลก็เพราะ บางทีคนอื่นๆ
อาจไม่ได้ใช้โปรแกรมออฟฟิศเวอร์ชันเดียวกัน
หรือมีฟอนต์ที่ไม่ตรงกันนั่นเอง ดังนั้นการส่งออกไปเป็นภาพ
จึงรับประกันได้ว่าเมื่อคนเอาไปเปิดหรือพิมพ์ต่อแล้ว
การแสดงผลจะไม่ผิดเพี้ยนจากที่เราทำไปอย่างแน่นอน
8. Print Tuner พิมพ์ยังไงก็ถูกใจ โปรแกรม
นี้จะจำลองตนเองเป็นเครื่องพิมพ์หลอกๆ หนึ่งเครื่อง
เมื่อคุณสั่งพิมพ์งานออกที่ PrintTuner ตัวนี้
จะมีหน้าต่างหแสดงขึ้นมาให้คุณปรับแต่งงานพิมพ์ได้อย่างยืดหยุ่นได้อีกมาก
เช่น ปรับขอบหน้ากระดาษ ย่อหรือขยายขนาดงานพิมพ์
สั่งพิมพ์หรือไม่พิมพ์หน้าใดๆ หรือให้พิมพ์ออกมาเป็นรูปภาพ ได้ถึง 24
ฟอร์แมต ความละเอียดของงานพิมพ์ หรือจะพิมพ์แบบประหยัดหมึกด้วยการ
สั่งงานพิมพ์ให้มีตัวหนังสือสีดำให้หมด
และสั่งไม่ให้พิมพ์เฉพาะภาพกราฟิก ก็ยังได้อีกด้วย
9. BookPrintXP พิมพ์เป็นเล่ม ประหยัดกว่าเยอะ โปรแกรม
นี้จะช่วยให้คุณพิมพ์งานเอกสารเป็นหนังสือหรือที่เรียกว่า Booklet
ได้ง่ายๆ โดยความสามารถของมันก็คือ สามารถสั่งพิมพ์ได้สูงสุด 16
หน้าย่อย ต่อ 1 หน้ากระดาษซึ่งหมายความว่า ถ้าพิมพ์ทั้ง 2 หน้ากระดาษ
คุณจะได้หนังสือขนาด 32 หน้า เลยทีเดียว
โปรแกรมนี้เหมาะสำหรับนักศึกษาที่ต้องการพิมพ์เท็กซ์บุ๊กเล่มหนา
แต่ไม่อยากใช้กระดาษเปลืองมากเกินไป
10. APFill – Ink Coverage Meter คำนวณหมึกให้แม่น โปรแกรม
นี้จะช่วยคำนวณปริมาณหมึกพิมพ์ ต่อการพิมพ์ในแต่ละหน้า
ว่าต้องใช้หมึกปริมาณเท่าไร ซึ่งทำให้สามารถวางแผนการพิมพ์ได้ว่า
คุณจะพิมพ์หน้าใดก่อนหน้าใดไว้ทีหลัง
ในกรณีที่ต้องการประหยัดปริมาณหมึกให้ใช้งานได้อย่างนานและคุ้มค่ามากที่
สุด
โปรแกรมนี้ยังสามารถคำนวณปริมาณหมึกพิมพ์สำหรับงานเอกสารและงานกราฟิก
ประเภท PostScript ได้ด้วย
11. SSC Service Utility ประหยัดสุดๆ สำหรับคนใช้เอปสัน ใคร
ใช้เครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตของเอปสันคงทราบกันดีว่า
ตลับหมึกเอปสันนั้นทุกครั้งที่พิมพ์จะมีการนับจำนวนหยดหมึกตลอดเวลา
เมื่อนับถึงจำนวนหมึกที่กำหนด (หรือปริมาณหมึกเกือบจะหมด)
เครื่องพิมพ์จะล็อกไม่ให้ตลับหมึกนั้นใช้งานได้ต่อไป
ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ใครนำเอาตลับหมึกเก่าไปเติมหมึกมาใช้ใหม่นั่น
เอง แต่ด้วยโปรแกรมนี้
คุณสามารถจะรีเซตเคาเตอร์ของตลับหมึกของเอปสันให้กลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม
12. A+ Printer Monitor ใครพิมพ์มากสุด ยกมือขึ้น โปรแกรม
ตัวนี้ แนะนำให้ใช้ในออฟฟิศที่แชร์เครื่องพิมพ์ไว้พิมพ์ร่วมกันเลยครับ
เพราะโปรแกรมนี้สามารถบันทึกการทำงานของเครื่องพิมพ์ทุกอย่าง ตั้งแต่
ใครเป็นคนสั่งพิมพ์สั่งเมื่อไร พิมพ์กี่หน้า พิมพ์จากโปรแกรมอะไร ฯลฯ
เป็นต้น โปรแกรมนี้อาจไม่ได้ช่วยให้คุณประหยัดหมึกหรือกระดาษได้
แต่อย่างน้อยก็รู้ว่า ใครใช้หมึกกับกระดาษเปลืองทีสุดกันแน่
ทิปดี ๆ จาก หนังสือ PCTODAY ---------------------------------------------------------------------
ทิปแก้ปัญหาเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ต
1. กระดาษติดปัญหาชวนหงุดหงิดแก้ไขได้ ถ้า
งานของคุณหยุดพรินต์กลางครันหรือไม่มีการพรินต์ออกมาเลยให้สันนิษฐานได้ว่า
เกิดปัญหากระดาษติดแล้วซึ่งอาจเพราะกระดาษขาด ,พับ
หรือป้อนกระดาษไม่ถูกต้อง
บรรยากาศที่มีความชื้นก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งเช่นกัน
พรินเตอร์ที่มีปัญหากระดาษติดบ่อยๆ
อาจจะต้องมีการทำความสะอาดโดยผู้ชำนาญการหรือต้องเปลี่ยนอะไหล่บางชิ้น
คุณภาพของกระดาษที่ไม่ได้มาตรฐานก็เป็นตัวการทำให้เกิดกระดาษติดได้
เพียงแค่จ่ายเพิ่มอีกหน่อยเพื่อซื้อกระดาษที่มีคุณภาพดีกว่าต้องมาอารมณ์
เสียกับปัญหากระดาษติดภายหลัง เครื่องพรินเตอร์อิงก์เจ็ตโดยเฉพาะรุ่น
ราคาถูกๆ มักอ่อนไหวกับตำแหน่งการใส่กระดาษและน้ำหนักของกระดาษ
ให้ที่กั้นในช่องใส่กระดาษอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะกับกระดาษและอย่าป้อน
กระดาษต่างชนิดกันปนกันในช่องใส่กระดาษ
เมื่อกระดาษติดให้ดึงกระดาษออกมาในทิศทางตรงกันข้ามกับทีกระดาษถูกดึงเข้า
ไปในเครื่องพรินเตอร์แล้วตรวจดูว่ามีเศษกระดาษหลงเหลืออยู่หรือเปล่า
ถ้าลูกกลิ้งหรือตัว Roller ที่ใช้ดึงกระดาษเอียงให้ลองพยายามค่อยๆ
จัดตำแหน่งของมันใหม่อย่างระมัดระวัง 2. แก้ปัญหาพิมพ์กระดาษแกรมหนาๆ ปัญหา
กระดาษค้างหรือติด เมื่อพิมพ์กับกระดาษที่แกรมหนาๆ
สามารถป้องกันได้ง่ายๆ นั่นคือ เวลาใส่กระดาษในถาดไม่ควรตั้ง Guide
ให้ชิดติกกับขอบกระดาษ ควรเว้นว่างไว้ประมาณ 1 กระเบียด
3. ใช้กระดาษแข็งรอง ก็ช่วยได้ ใช้
กระดาษแข็งหรือแผ่นพลาสติกรองกระดาษ
เพื่อให้เครื่องพิมพ์สามารถดูดกระดาษได้ง่ายๆขึ้น
(แต่ระวังอย่าให้แผ่นรองโดนดูดไปด้วยนะครับ) อ้อ...
แล้วไม่ควรใส่กระดาษเกินกว่า 5 แผ่นนะครับ
(ลองดูคู่มือของเครื่องพิมพ์ประกอบด้วย ว่ารับประกันดาษหนาสุดได้กี่แกรม)
เพราะแต่ละรุ่นอาจรองรับกระดาษได้ไม่เท่ากัน ทดลองใส่แล้วพิมพ์ดูดครั้งละ
1 แผ่นจนถึง 5 แผ่นแล้วดูว่ากี่แผ่นดีที่สุด
4. กรีดกระดาษก่อนพิมพ์ กรีด
กระดาษก่อนใส่ในเครื่องพิมพ์เสมอ
เพื่อให้อากาศสามารถเข้าไปแทรกตัวอยู่ระหว่างกระดาษได้และเพื่อให้ฝุนผงที่
เกาะอยู่หลุดออก ถ้าทำไม่เป็นให้จับปลายด้านใดด้านหนึ่งแล้วสะบัดๆ จนครบ
4 ด้าน ก็ได้ครับ จากนั้นม้วนหัวกระดาษให้งอเล็กน้อยก่อนใส่เครื่องพิมพ์
เพื่อให้ลูกกลิ้งดูดกระดาษได้ง่ายขึ้น
5. แก้ปัญหาหัวพิมพ์อุดตัน สำหรับ
หมึกพิมพ์นั้นการทำความสะอาดให้ใช้ซอฟแวร์ที่มากับเครื่อง
ซึ่งส่วนใหญ่จะมีฟีเจอร์เกี่ยวกับการดูและรักษาหมึก เช่น Cleaner
แต่ถ้าหากไม่มีหรือซอฟต์แวร์ใช้ไม่ได้ผลก็ให้ลองเอาตลับหมึกแช่ไว้ในน้ำ
อุ่นสักครู่แล้วจึงซับด้วยผ้าแห้งที่ไม่มีขน
หากไม่ได้ผลจริงให้ใช้สำลีพันไม้หรือคัตตอนบัตชุบแอลกอฮอล์เช็ตแผล
หรือทินเนอร์ (อันนี้ต้องระวังอย่าให้ถูกส่วนที่เป็นพลาสติกนะครับ)
แล้วแต้มเบาๆ ที่หัวหมึก สำหรับเครื่องพรินเตอร์ของ HP และ Lexmark
ที่มีปัญหาและได้ทดลองแก้ปัญหาด้วยการใช้โปรแกรม Head cleaning และ Nozzle
check แล้วปรากฏว่า ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาหัวพิมพ์ตันได้
ให้ลองใช้น้ำอุ่นประมาณ 1 แก้ว
ใส่ลงในภาชนะที่มีขนาดพอที่เราจะนำตลับหมึกจุ่มลงไปได้
โดยจุ่มเฉพาะส่วนที่เป็นท่อน้ำหมึกลงไปแช่ไว้ประมาณ 3- 4 นาที หรือนานกว่า
จนกว่าจะเริ่มเห็นน้ำหมึกเริ่มไหลออกมาจากปลายท่อน้ำหมึกผสมกับน้ำ
แต่ไม่ต้องกังวลว่าหมึกจะไหลออกจนหมด
จากนั้นเมื่อแน่ใจว่าไม่มีคราบหมึกติดอยู่ใน nozzle แล้วก็ค่อยๆ ซับเบาๆ
ให้แห้งด้วยผ้าสะอาด จากนั้นนำสำลีชุบแอลกอฮอล์หมาดๆ
เช็ดบริเวณที่เป็นโลหะ (สีของโลหะจะเป็นสีทองแดง)
ของทั้งตลับหมึกและที่ใส่ตลับหมึกตัวพรินเตอร์
จากนั้นนำตลับหมึกใส่กลับเข้าไปในพรินเตอร์เข้าที่แล้วล้างหัวพิมพ์ด้วย
โปรแกรมของพรินเตอร์อีกที
6. ทำอย่างไรเมื่อเจอ “Not Enough Disk Space to Print” ถ้า
คุณได้รับข้อความ“Not Enough Disk Space to Print”
แสดงว่าคุณกำลังมีปัญหากับหน่วยความจำของเครื่อง วิธีแก้คือ ให้ไปที่
Start> Search > All files and folders แล้วพิมพ์คำว่าค้นหาว่า
*.tmp ในไดรฟ์ C: (รวมไปถึง subfolders ด้วย)
เมื่อค้นหาเสร็จแล้วให้เลือกทั้งหมดแล้วลบทิ้งโดยไม่ต้องเหลือไว้ใน
Recycle Bin (หรือกด Shift+Delก็ได้)
จะทำให้เครื่องมีพื้นที่มากขึ้นและสามารถพิมพ์ได้เร็วขึ้นด้วย
ทิปดี ๆ จาก หนังสือ PCTODAY ---------------------------------------------------------------------
ดูแลรักษาเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ต ให้อยู่กันไปนานๆ
1. ดูแลหัวพิมพ์ของเครื่องพรินเตอร์ให้สะอาดอยู่เสมอ การ
เอาใจใส่เรื่องการรักษาความสะอาดหัวพิมพ์ของพรินเตอร์เป็นวิธีหนึ่งที่จะ
ช่วยไม่ให้เกิดการอุดตันของหัวพิมพ์พรินเตอร์ได้
เป็นประโยชน์กับเครื่องพรินเตอร์ของ Hewlett Packard และ Lexmark
ที่มีนิสัยไม่ยอมทำความสะอาดหัวพิมพ์ตามวงรอบการทำงานปกติ
บ่อยครั้งที่มีน้ำหมึกบางส่วนตกค้างแล้วไหลไปจับกันเป็นคราบที่บริเวณส่วน
ปลายของหัวพิมพ์แล้วทำให้ตลับหมึก (Ink Cartridge ) ออกอาการแปลกๆ
หรือสีเพี้ยน รูปภาพขนาด (สีสัน)
วิธีแก้ไขอย่างง่ายก็คือนำตลับหมึกออกมาจากพรินเตอร์แล้วค่อยๆ
เช็ดทำความสะอาดบริเวณหลายหัวพิมพ์ด้วย Cotton buds
หรือก็คือที่แคะหูที่เป็นสำลีนุ่มๆ นั่นเอง
ห้ามใช้กระดาษทิชชู่และแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด
จากนั้นนำตลับหมึกใส่เข้าไปในช่องใส่ของพรินเตอร์แล้วดึงออกมาซ้ำๆ ประมาณ
3-4 ครั้งโดยต้องใช้ความระมัดระวังในการใส่ตลับหมึกเข้าและดึงออกด้วย
เพื่อไม่ให้ช่องใส่ตลับหมึกและตัวตลับหมึกเองหักเสียหาย
การรักษาความสะอาดของหัวพิมพ์หอย่างสม่ำเสมอจะช่วยทำให้งานพิมพ์ที่ได้มี
ปริมาณมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว 2. ซื้อพรินเตอร์มาใช้ ก็ใช้บ้าง พรินเตอร์
ทุกตัวสามารถป้องกันปัญหางานพิมพ์ไม่ได้ดั่งใจด้วยการหมั่นใช้งานมันบ่อยๆ
หรืออย่างน้อยใช้พรินเตอร์พิมพ์งานบ้าง เสียงบ่นบ่อยๆ
เรื่องงานพิมพ์มีคุณภาพต่ำโดยเฉพาะปัญหาที่พิมพ์ออกมาแล้วเป็นลายๆ ขาดๆ
หายๆ หรือที่แย่ที่สุดคือ ออกมาเป็นกระดาษเปล่านั้น
เราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาชวนหงุดหงิดดังกล่าวด้วยการหมั่นใช้งาน
พรินเตอร์บ่อยๆ ปัญหางานพิมพ์เสียเพราะเครื่องพรินเตอร์แบบนี้มักมี
สาเหตุมาจากหมึกพิมพ์แห้งเป็นคราบติดอยู่ภายในหัวพิมพ์หรือภายในท่อฉีดน้ำ
หมึก (Nozzle)
แล้วจึงกลายเป็นเหมือนตัวสกัดกั้นไม่ให้น้ำหมึกไปสัมผัสกับกระดาษ
การให้พรินเตอร์พิมพ์งานที่ใช้หมึกสีและหมึกดำทุกๆ
สัปดาห์เป็นอย่างน้อยจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ คำแนะนำ คือ
ควรเปิดเครื่องพรินเตอร์สัก 1 ครั้งต่อสัปดาห์
เพื่อให้หัวพรินเตอร์ตรวจสอบความพร้อมของหมึกพรินเตอร์
หัวพรินเตอร์จะฉีดหมึกใหม่เข้าไปไล่หมึกเก่า
เพื่อป้องกันการอุดตันของหมึก และควรทดสอบการพิมพ์ อย่างน้อยเดือน 1-2
ครั้ง เพื่อให้งานพิมพ์ออกมาดีอยู่เสมอ
3. การเก็บรักษาพรินเตอร์เมื่อไม่ใช้งาน เมื่อ
ไม่มีการใช้เครื่องพรินเตอร์ของ Epson เป็นเวลานานๆ เครื่องพรินเตอร์
Epson จำเป็นต้องถูกเก็บไว้ในสภาพที่มีตลับหมึกอยู่ในเครื่องด้วย
ไม่ว่าตลับหมึกจะมีหรือไม่มีหมึกเหลือเลยก็ตาม
เพราะการนำตลับหมึกออกจะเป็นการเปิดให้อากาศเข้ามา
ทำให้ท่อทางเดินน้ำหมึกแห้ง
หากจำเป็นที่จะต้องมีการเก็บเครื่องพรินเตอร์ไว้โดยไม่ใช้งานเป็นเวลานาน
ข้อแนะนำที่ดีที่สุดคือให้เช็ดหัวพิมพ์ด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่ใช้สำหรับทำ
ความสะอาดหัวพิมพ์พรินเตอร์อิงก์เจ็ตโดยเฉพาะ
แล้วจึงใส่ตลับหมึกกลับเข้าที่
รวมทั้งการทำให้แผ่นรองน้ำหมึกขึ้นอยู่เสมอ
โดยขั้นแรกเปิดสวิตซ์เครื่องพรินเตอร์
แล้วรอจนกว่าหัวพิมพ์จะหยุดขยับไปอยู่ที่ตำแหน่งปกติ
(หยุดนิ่งอยู่ที่ด้านขวาสุด)
จากนั้นก็ปิดสวิตซ์ตามปกติซึ่งนี่คือวิธีการที่จะทำให้กลไกสำหรับครอบปิด
หัวพิมพ์และแผ่นรองน้ำหมึกอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกับด้านใต้ของหัวพิมพ์พอดี ส่วน
เครื่องพรินเตอร์ของ HP และ Lexmark นั้น
หัวพิมพ์จะอยู่รวมกับตลับหมึกพิมพ์เลย
ซึ่งหมายความว่าทุกครั้งที่เราเปลี่ยนตลับหมึก
ก็เท่ากับเปลี่ยนหัวพิมพ์เลยนั่นเอง
ดังนั้นการเก็บรักษาเมื่อจะไม่ใช้งานเป็นเวลานานๆ
จึงต้องทำโดยการนำตลับหมึกทั้งหมดออกมาเก็บใส่ไว้ในถุงพลาสติก
ที่มีการปิดปากถุงเพื่อป้องกันอากาศเข้าเป็นอย่างดี
หรือจะใช้ถุงที่เรียกว่าถุง Zip-lock ก็ได้
จากนั้นจึงปิดปากถุงให้สนิทเพื่อไม่ให้น้ำหมึกแห้ง
ส่วนเครื่องพรินเตอร์ของ Canon
นั้นรอจนหัวพิมพ์อยู่ในตำแหน่งเก็บหัวพิมพ์เหมือนกับ Epson
จากนั้นจึงปิดสวิตซ์ตามปกติ
จำไว้ว่าเครื่องพรินเตอร์ที่เก็บไว้จะต้องมีการคลุมปิดกันฝุ่นให้ดีเพื่อ
ป้องกันฝุ่นละอองไม่ให้เข้ามาในกลไกของพรินเตอร์ได้
4. รักษาสุขภาพของพรินเตอร์ให้ดี การ
บำรุงรักษาเครื่องพรินเตอร์อย่างสม่ำเสมอจะเป็นการลดปัญหาการทำงานที่ผิด
ปกติของเครื่องพรินเตอร์ ซึ่งบางอย่างเราสามารถทำได้ง่ายๆ เช่น
การหมั่นกำจัดเศษกระดาษและเศษฝุ่นผงทั้งหลาย
อย่างที่เราคงนึกภาพออกว่ากระดาษแต่ละแผ่นที่เราป้อนเข้าสู่เครื่อง
พรินเตอร์เป็นปริมาณมากมายจะทิ้งเศษสิ่งไม่พึงประสงค์ไว้ในพรินเตอร์มาก
ขนาดไหน
การทำความสะอาดด้วยการเป่าเศษผงและฝุ่นออกด้วยเครื่องเป่าลมธรรมดาๆ
(ย้ำว่าเครื่องเป่าลม..หาใช่เครื่องเป่าผมแต่อย่างใด)
จะช่วยให้เครื่องพรินเตอร์ของเราสามารถป้อนกระดาษได้อย่างไม่ติดขัดเพราะ
Roller ของมันสะอาดปราศจากสิ่งสกปรกนั่นเอง การจับตลับหมึกในขณะเปลี่ยน
ตลับหมึกอย่างระมัดระวังก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรต้องคำนึงถึง
แม้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อย
แต่ตลับหมึกพิมพ์ทั้งหลายนั้นค่อนข้างมีความละเอียดอ่อนพอสมควร
อย่างเช่นตลับหมึกของ HP และ Lexmark ที่มีหัวพิมพ์ติดอยู่
หากจับไม่ระวังก็อาจสร้างความเสียหายและส่งผลต่อคุณภาพงานพิมพ์ได้
หรือตลับหมึกของ Epson ที่มีวงจรอิเล็กทรอนิกส์เล็กๆ อยู่มุมหนึ่ง
ซึ่งอาจจะเสียหายได้หากสัมผัสกับความชื้นจากเหงื่อที่มือ
5. อย่าให้หัวพิมพ์อุดตัน หัว
พิมพ์ ประกอบด้วย Nozzle
ซึ่งเป็นท่อฉีดน้ำหมึกที่มีอยู่ภายในหัวพิมพ์ของพรินเตอร์
เมื่อเกิดการอุดตันจะทำให้งานพิมพ์ที่ได้เป็นลายเส้นๆ
พาดหน้ากระดาษหรือหมึกสีจางกว่าปกติ พรินเตอร์แบบ Inkjet
หลายรุ่นจะมีโปรแกรมสำหรับตรวจสอบการตันของท่อฉีดน้ำหมึกที่เรียกว่าโปรแกรม
Nozzle Check มาให้อยู่แล้ว ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งคือ
อย่าปล่อยให้ตลับหมึกพิมพ์ที่เคยใช้งานแล้ว วางทิ้งไว้เฉยๆ
นอกเครื่องพรินเตอร์ เพราะชั่วเวลานิดเดียวหมึกก็จะแห้งหมด
ถ้าจำเป็นต้องนำตลับหมึกออกมาให้ทำอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วคือให้เก็บใส่ถุง
พลาสติกที่ปิดผนึกป้องกันอากาศเข้าอย่างดีแล้วเท่านั้น
6. หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องดูดฝุ่น ดูดฝุ่นใกล้เครื่องพิมพ์ พรินเตอร์
ควรจะอยู่ห่างๆ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้มอเตอร์อย่างเครื่องดูดฝุ่นเข้าไว้
มีผู้ใช้งานเครื่องพรินเตอร์บางคนพยายามจะทำความสะอาดพรินเตอร์ด้วยการใช้
เครื่องดูดฝุ่นดูดเศษฝุ่นออกมา ผลก็คือ
พรินเตอร์พังเพราะแผงวงจรอิเล็กรอนิกส์ในเครื่องลัดวงจร
เนื่องจากไฟฟ้าสถิตย์ปริมาณมาที่จะเกิดขึ้นรอบๆ
บริเวณที่เครื่องดูดฝุ่นทำงานแล้วไปรบกวนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนแผงวงจรใน
เครื่องคอมพิวเตอร์ ทางที่ดีที่สุดคือ
ใช้ปืนเป่าลมที่เราไม่ต้องกังวลเรื่องไฟฟ้าสถิตย์เลยแม้แต่น้อย
เว้นเสียแต่ว่า เครื่องดูดฝุ่นที่ใช้จะมีท่อดูดยาวมากพอ
ที่จะไม่ต้องให้มอเตอร์ไปอยู่ใกล้ๆ กับเครื่องพิมพ์
7. การทำความสะอาด Roller ที่ใช้ดึงกระดาษ นำ
กระดาษหนาๆ
หรือกระดาษที่สามารถซับน้ำได้ดีแล้วฉีดผลิกภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีส่วนผสม
ของแอมโมเนียให้หมาดๆ จากนั้นก็ป้อนเข้าไปในพรินเตอร์ซ้ำๆ ประมาณ 2-3
ครั้ง หลังจากนั้นก็ป้อนกระดาษธรรมดาเข้าไป เพื่อซับให้แห้ง
เพียงเท่านี้ก็จะช่วยล้างคราบหมึกและสิ่งสกปรกที่ติอยู่บนลูกกลิ้งกระดาษ
ได้แล้ว
8. ควรปิด-เปิดเครื่องพิมพ์ด้วยสวิตซ์ ดีกว่าถอดปลั๊กไฟ การ
ปิด-เปิด เครื่องพิมพ์ควรทำที่สวิตซ์ของเครื่องเสมอ
เพราะเครื่องพิมพ์จะเก็บและทำความสะอาดหัวหมึกหลังจากกดสวิตซ์ปิดที่ตัว
เครื่อง
ไม่ควรใช้ถอดปลั๊กหรือปิดสวิตซ์ปลั๊กไฟเนื่องจากจะทำให้เครื่องพิมพ์เสีย
เร็วขึ้น
9. หมั่นอัพเดทไดรเวอร์และซอฟต์แวร์ของเครื่องพิมพ์อย่างสม่ำเสมอ เพราะ
ซอฟต์แวร์ (รวมไปถึงไดรเวอร์) ใหม่ๆ
จะถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นจากเวอร์ชันก่อนๆ และในบางครั้งก็มีฟีเจอร์ใหม่ๆ
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานอีกด้วย
10. ไม่ควรนำหมึกต่างยี่ห้อมาเติม แน่
นอนครับถึงจะพรินต์ได้ก็จริง แต่จะทำให้ตลับหมึกอุดตันได้รวดเร็วขึ้น
แถมหมึกเติมที่ไม่ได้คุณภาพ อาจทำให้หัวพิมพ์เสียหายได้อีกด้วย
11. ควรเปลี่ยนน้ำหมึก เมื่อมันเตือนว่าหมด หลาย
คนยังฝืนที่จะพิมพ์ต่อ ถึงแม้ว่าไดรเวอร์ของเครื่องพิมพ์
จะขึ้นเตือนว่าหมึกหมดแล้วก็ตาม อย่างเช่น ในกรณีที่หมึกสีหมด
แต่ก็ยังจะฝืนพิมพ์งานขาว-ดำ ต่อ เพราะคิดว่าหมึกดำยังเหลือ
ไม่ได้ใช้หมึกสี ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร แต่ในความเป็นจริง
ถึงแม้ว่าหมึกพิมพ์สีจะไม่ได้ใช้ แต่ความร้อนที่หัวพิมพ์ก็ยังคงมีอยู่
ยิ่งเมื่อเราฝืนพิมพ์ จะทำให้ความร้อนที่หัวพิมพ์เพิ่มมากขึ้น
เพราะไม่มีน้ำหมึกมาหล่อเลี้ยง ซึ่งอาจมีผลให้เครื่องพิมพ์เสียหายได้
สำหรับเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตรุ่นใหม่ๆ
จะป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ฝืนพิมพ์ต่อเมื่อหมึกสีใด สีหนึ่งหมด
ด้วยการไม่รับงานพิมพ์ใดๆ ทั้งสิ้น จนกว่าจะเปลี่ยนหมึกตลับใหม่
ทิปดี ๆ จาก หนังสือ PCTODAY ---------------------------------------------------------------------
พิมพ์งานให้ประหยัดสุด ๆ
ในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้ ความคุ้มค่าเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน การเดินทาง ของใช้อุปโภค บริโภค ฯลฯ
ก็ต้องคิดแล้วคิดอีก ก่อนจะควักเงินออกมาจ่ายแต่ละที
การพิมพ์งานด้วยอิงก์เจ็ตก็เหมือนกัน เพราะอย่างที่รู้กันดีว่า
ตัวเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ตนั้นราคาไม่เท่าไร
แต่ที่ดูดเงินออกไปมากมายนั้นก็คือราคาหมึกพิมพ์ โดยเฉพาะหมึกพิมพ์แท้ๆ
ที่ทางผู้ผลิตก็ยังนั่งยัน นอนยัน ว่ายังไงก็ไม่มีทางลดราคาอย่างแน่นอน
ดังนั้นจึงต้องเป็นภาระของเราๆ ท่านๆ
ที่ต้องมาหาวิธีประหยัดและคุ้มค่าสำหรับหมึกพิมพ์แต่ละกลักให้ใช้งานได้
นานๆ พิมพ์งานให้ได้เยอะๆ หน้ามากที่สุด
1. สั่งพิมพ์แบบโทนสีเทา หาก
คุณต้องการพิมพ์งานให้เร็วและประหยัดโดยไม่คำนึงถึงความสวยงาม
ขอให้คุณพิมพ์เป็นขาวดำแทนที่จะเป็นสีดีกว่า โดยเลือกงานพิมพ์เป็นแบบ
Gray หรือสีเทา 2. ประหยัดด้วยโหมด Draft หรือ Economy อีกทาง
หนึ่งซึ่งช่วยประหยัดหมึก คือการเลือกใช้งานพิมพ์แบบ Draft หรือ
Economy ซึ่งลดการใช้หมึกได้มากทีเดียว (แต่ถ้ายังไม่มากพอ
เรามีทูลมาช่วย ลองอ่านต่อใน “6 ทิปงานพิมพ์ จากยูลิตี้เล็กๆ
แต่เก่งเกินตัว)
3. เก็บกระดาษถูกวิธี ลดงานพิมพ์เสียได้ เพื่อหลีก
เลี่ยงปัญหากระดาษค้าง ซึ่งทำให้ต้องสิ้นเปลืองกระดาษโดยใช่เหตุ
ควรเก็บรักษากระดาษที่ใช้พิมพ์ในที่แห้งและปลอดโปล่ง
เนื่องจากความชื้นจะทำให้กระดาษมีโอกาสเกาะติดกันได้ง่าย
หรือให้เลือกใช้กระดาษที่มีความเรียบและมันจะดีกว่ากระดาษที่มีลักษณธเป็น
ขุยซึ่งดูดความชื้นได้ดี
4. พิมพ์รวมหลายหน้า ประหยัดทั้งหมึก ทั้งกระดาษ บาง
ครั้งงานที่ต้องการพิมพ์มีความยาวหลายหน้ากระดาษคุณอาจลดการใช้กระดาษโดย
การพิมพ์เอกสารหลายๆ หน้า ลงกระดาษแผ่นเดียว เช่น
ถ้าพิมพ์จากเวิร์ดให้ไปที่ File>Print มองดูด้านล่างขวาจะเห็นคำว่า
Pages per sheet และเมนูให้เลือกจำนวนหน้าต่อแผ่น
5. ก่อนปิดเครื่อง แน่ใจว่าพิมพ์งานหมดแล้ว ไม่
ควรปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ก่อนที่เครื่องพิมพ์ จะพิมพ์งานออกมาหมด
เพราะเมื่อเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมาใหม่ Spool ก็สั่งจะพิมพ์งานเดิม
ใหม่อีกครั้ง เป็นการเปลืองหมึกและกระดาษโดยใช่เหตุ
6. ตั้งขอบให้ชิด เมื่อต้องการพิมพ์หน้าเว็บ เมื่อ
ต้องพิมพ์เอกสารจากเว็บไซต์
ควรปรับขนาดของขอบหน้าเอกสารให้เหลือน้อยที่สุด (0.5ด ซ.ม.)
เพื่อประหยัดจำนวนของหน้าเอกสารนั้น
และยกเลิกข้อความที่หัวกระดาษและท้ายกระดาษออกไป
เพราะเป็นส่วนที่เราไม่ได้ใช้งาน ช่วยประหยัดหมึกได้อีกทางหนึ่งด้วย
7. อย่าปิด-เปิดเครื่องบ่อยนัก เพราะ
ทุกครั้งที่เครื่องพิมพ์เปิดเครื่อง มันจะเช็คความพร้อมของหัวพิมพ์
โดยการพ่นหมึกออกมาจำนวนหนึ่ง ถึงแม้ว่าหมึกที่พ่นออกมาจะจำนวนไม่มากนัก
แต่ถ้าหลายๆ ครั้งก็ทำให้น้ำหมึกในตลับของคุณพร่องไปได้เหมือนกัน
8. ใช้กระดาษคุณภาพดีๆ ช่วยประหยัดหมึกได้ด้วย เพราะ
กระดาษที่คุณภาพดี จะสะท้อนสีหมึกได้ชัดและสดใสกว่า
ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องพิมพ์เอกสารหรือภาพกราฟฟิก ที่คุณภาพสูงๆ
ให้เปลืองหมึก คุณอาจใช้แค่ระดับ Medium หรือ Draft ก็เพียงพอแล้ว
9. สั่งไม่ให้พิมพ์แบ็กกราวนด์หน้าเว็บเพจ หาก
คุณต้องการพิมพ์หน้าเว็บเพจที่มีแบ็กกราวนด์เป็นสี
(ส่วนใหญ่มักใช้พื้นแบ็กกราวนด์เป็นสีดำ) หากว่าคุณสั่งพิมพ์ออกมาเลย
โดยที่ยังไม่ได้กำหนดค่าใดๆ เครื่องพิมพ์จะพิมพ์หน้าเว็บ
พร้อมสีแบ็กกราวนด์ด้วย ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองเป็นอย่างมาก
แนะนำให้ยกเลิกการพิมพ์สีแบ็กกราวนด์ของเว็บเพจเสียก่อน
โดยไปกำหนดที่บราวเซอร์ในเมนู Tools/Internet Option จากนั้นไปที่แท็บ
Advanced แล้วเอาเครื่องหมายถูกหน้าข้อ Print background color and images
ออกเสีย
10. ล้างหัวพิมพ์เพลิน อาจหมึกหมดโดยไม่รู้ตัว การ
สั่งล้างหัวพิมพ์ ช่วยเรื่องแก้ปัญหาหัวพิมพ์อุดตันได้ก็จริง
แต่ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าสั่งล้างหัวพิมพ์บ่อยนัก
เพราะการล้างหัวพิมพ์แต่ละครั้ง
เครื่องพิมพ์ต้องสั่งฉีดน้ำหมึกออกมาจำนวนมาก
เพื่อให้สิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่ที่หัวพิมพ์ หลุดออกมาให้หมด
ดังนั้นทางที่ดีควรดูแลรักษาอย่าให้หัวพิมพ์อุดตันจะดีกว่า
(ดูทิปการบำรุงดูแลรักษาเครื่องพิมพ์) 11. อย่าใจร้อน ดูพรีวิวเสียก่อน งาน
พิมพ์บางอย่าง
อาจได้ไม่ตรงกับที่เห็นบนหน้าจอโดยเฉพาะงานพิมพ์จากโปรแกรม Excel
หรือหน้าเว็บเพจที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะฉะนั้นอย่าประมาท ลองใช้คำสั่ง
Print preview เสียก่อน เพื่อเช็คว่า
งานพิมพ์ออกมาตรงกับที่เราต้องการหรือไม่ เสียเวลานิดหน่อย
แต่ประหยัดทั้งหมึก และการดาษเลยทีเดียว
ทิปดี ๆ จาก หนังสือ PCTODAY ---------------------------------------------------------------------
10 วิธีพื้นฐาน...สำหรับการพิมพ์ภาพที่สมบูรณ์
เพียงแค่พรินเตอร์คุณภาพสูงอย่างเดียวนั้นยังไม่พอที่จะทำให้คุณพิมพ์ภาพ
ถ่ายออกมาอย่างสมบูรณ์แบบได้ ตราบใดที่คุณละเลยขั้นตอนพื้นฐานต่อไปนี้
1 ความละเอียดภาพ มาตรฐาน
ของหน่วยที่ใช้วัดความคมชัดของภาพถ่ายก็คือ ค่า dpi (dots per inch)
หรือค่าที่แสดงถึงจำนวนจุดในพื้นที่ 1 ตารางนิ้วบนภาพ
ซึ่งในที่นี้คุณต้องแน่ใจว่า
ภาพถ่ายดิจิตอลของคุณนั้นมีค่าความละเอียดนี้อย่างน้อย 240dpi
แล้วสำหรับการพิมพ์ออกมาเป็นภาพขนาด 4x6 นิ้ว
แต่ถ้าหากคุณต้องการพิมพ์ให้มีขนาดใหญ่ 5x7
นิ้วหรือใหญ่กว่านี้ก็ภาพดิจิตอลก็ควรมีความละเอียด 300dpi นอกเหนือไป
จากเรื่องความละเอียดแล้ว คุณต้องแน่ใจด้วยว่าภาพถ่ายนั้นๆ
มีขนาดที่ใหญ่พอที่จะนำไปพิมพ์ลงบนกระดาษที่คุณต้องการด้วย
เพราะกรณีที่คุณนำภาพที่มีขนาดเล็กไปพิมพ์ลงบนขนาดใหญ่
ภาพที่ได้ออกมาจะแตกเป็นบล็อกรูปสี่เหลี่ยมหรือเกิดเป็นรอยหยักที่เห็นได้
อย่างชัดเจน
2 รูปแบบไฟล์ภาพ ในกรณีที่คุณมีภาพความละเอียด
สูง คุณจำเป็นต้องบันทึกภาพให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมด้วยเช่น TIFF หรือ
JPEG แต่เนื่องจากไฟล์ภาพแบบ JPEG
นั้นจะมีการบีบอัดสูงดังนั้นถ้าคุณต้องการพิมพ์ภาพโดยให้มีคุณภาพสูงจริงๆ
ก็ควรไฟล์ภาพแบบ TIFF เสมอแม้ว่าไฟล์ภาพชนิดนี้จะมีขนาดที่ใหญ่กว่ามากก็ตาม
3 ปรับแต่งคุณภาพภาพ ก่อน
ที่คุณจะนำภาพถ่ายมาพิมพ์ลงกระดาษ
ถ้าเป็นไปได้คุณควรนำภาพนั้นมาตรวจสอบหรือทำการปรับแต่งด้วยโปรแกรมปรับ
แต่งภาพก่อน ซึ่งวิธีดังกล่าวนี้จะช่วยให้ภาพถ่ายมีความคมชัด
มีความถูกต้องสีและแสงมากยิ่งขึ้น
หรือแม้แต่การลดจุดรบกวนสีในภาพที่ถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลก็เป็นการปรับปรุง
คุณภาพของภาพที่จะนำมาพิมพ์ด้วยเช่นกัน
นอกจากนั้นการนำฟิลเตอร์ลักษณะต่างๆ
มาใช้กับภาพก็จะยิ่งทำให้ภาพที่ดูมีคุณภาพขึ้นด้วย สำหรับกรณีที่คุณไม่
มีโปรแกรมตกแต่งภาพ
คุณก็สามารถใช้ฟังก์ชันปรับแต่งภาพภายในไดรเวอร์แทนได้เช่นกัน
ทั้งในเรื่องการปรับความสมดุลของสีและแสงเงาต่างๆ
4 ใช้ไดรเวอร์เวอร์ชันล่าสุด ถ้า
เป็นไปได้ พรินเตอร์ของคุณควรใช้ไดรเวอร์ที่เป็นเวอร์ชันใหม่ล่าสุด
ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่าไดรเวอร์ได้รับการแก้ไขมาให้เหมาะกับพรินเตอร์แล้ว
จริงๆ นอกจากนั้นภายในไดรเวอร์เวอร์ชันใหม่ๆ
ก็มักจะมีค่ากำหนดบางอย่างสำหรับการพิมพ์เพิ่มเข้ามาด้วย
โดยเฉพาะฟังก์ชันการปรับแต่งภาพและการเลือกใช้ระบบสีที่เหมาะสม
ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้ภาพที่พรินเตอร์พิมพ์ได้มีคุณภาพจริงๆ
5 ความละเอียดในการพิมพ์ เพื่อ
ให้ภาพที่พิมพ์ได้มีคุณภาพสูงที่สุด
คุณควรกำหนดให้พรินเตอร์พิมพ์ภาพด้วยความละเอียดสูงที่สุดเท่าที่พรินเตอร์
จะทำได้ด้วย โดยเลือกที่หัวข้อ Best, Fine, Highest
หรือกำหนดใช้ค่าความละเอียดสูงสุดที่พรินเตอร์ระบุ
แต่อย่างไรก็ตามการที่คุณจะกำหนดค่าความละเอียดนี้ได้
พรินเตอร์บางรุ่นจะก็จะอ้างอิงจากชนิดของกระดาษที่ใช้ด้วย
6 ใช้หมึกพิมพ์ภาพถ่าย พรินเตอร์
บางรุ่นสามารถใช้หมึกพิมพ์ได้ทั้งชนิดธรรมดาและแบบพิมพ์ภาพภาพถ่าย
ซึ่งในกรณีที่คุณต้องการพิมพ์ภาพให้ได้คุณภาพก็ควรเลือกใช้เฉพาะหมึกที่ออก
แบบไว้สำหรับพิมพ์ภาพถ่ายจริงๆ
และถ้าเป็นไปได้ก็ควรเลือกใช้เฉพาะหมึกพิมพ์ที่ผู้ผลิตพรินเตอร์แนะนำให้
ใช้เท่านั้น
7 การเลือกใช้กระดาษ ผู้ผลิตพรินเตอร์รายต่างๆ
ล้วนแต่แนะนำให้ผู้ใช้ใช้กระดาษของตัวเองเสมอ
โดยเฉพาะในกรณีของกระดาษพิมพ์ภาพถ่ายชนิดต่างๆ
ซึ่งคุณก็ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังกล่าวนี้
เนื่องจากกระดาษพิมพ์ภาพถ่ายของผู้ผลิตต่างถูกออกแบบมาเป็นอย่างดีและมี
ความเข้ากันได้ดีกับหมึกที่ใช้กับพรินเตอร์นั้นๆ มากที่สุด
ซึ่งนอกจากจะให้ผลที่ดีกว่าในเรื่องคุณภาพภาพที่ได้แล้ว
ยังให้ผลที่ดีในเรื่องความทนทานของภาพและการเก็บรักษาในระยะยาวด้วย
8 การตั้งค่าชนิดกระดาษ โดย
ปกติแล้วกระดาษที่เหมาะสำหรับใช้ในการพิมพ์ภาพจะรู้จักกันดีในชื่อว่า
กระดาษพิมพ์ภาพถ่ายหรือ Photo Paper
และในการกำหนดค่าการพิมพ์คุณก็ต้องระบุการใช้กระดาษให้เป็นกระดาษพิมพ์ภาพ
ถ่ายด้วย
หรือถ้าเป็นกระดาษสำหรับพิมพ์ภาพถ่ายชนิดอื่นก็กำหนดให้ตรงกันด้วย
ทั้งนี้เพื่อให้พรินเตอร์สามารถควบคุมปริมาณของหมึกที่จะพ่นลงมาบนกระดาษ
ที่ใช้พิมพ์ภาพได้อย่างเหมาะสม และได้ภาพที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด
9 ทำความสะอาดและปรับหัวพิมพ์ ใน
ซอฟต์แวร์ไดรเวอร์ของพรินเตอร์รุ่นต่างๆ จะมี Tools
สำหรับใช้บำรุงรักษาเครื่องเตรียมไว้ให้ผู้ใช้ใช้ด้วย ซึ่ง Tools
เหล่านี้ก็มีผลต่อคุณภาพของภาพพิมพ์ได้ด้วย
โดยเฉพาะการปรับค่าระยะหัวพิมพ์ให้มีความเหมาะสมและการทำความสะอาดหัวพิมพ์
ซึ่งคุณควรใช้อย่างสม่ำเสมอทั้งนี้เพื่อให้การพิมพ์ของเครื่องเกิดประโยชน์
มากที่สุด
10 รอเวลาให้หมึกแห้ง หลังจากที่พิมพ์ออกมาเป็น
ภาพได้แล้ว
อย่าสัมผัสหรือจับที่ภาพในบริเวณที่มีหมึกพิมพ์หรือนำไปใส่กรอบกระจกในทันที
เนื่องจากลายนิ้วมือและรอยคราบอื่นๆ อาจจะติดไปที่ภาพ
หรือจนจะทำให้ภาพเปื้อนเลอะเทอะจนเกิดการเสียหายได้
แม้ว่าผู้ผลิตจะออกแบบหมึกพิมพ์และกระดาษมาให้สามารถแห้งได้ภายในเวลาอัน
สั้น แต่ทางที่ดีคุณควรรอให้หมึกแห้งสนิทจริงๆ
ก่อนด้วยการปล่อยทิ้งไว้อย่างน้อย 18 ชั่วโมง
สำหรับกรณีที่คุณ
พิมพ์ภาพถ่ายเป็นจำนวนมาก
หลังจากที่พิมพ์ภาพใดภาพหนึ่งเสร็จแล้วก็ควรนำภาพนั้นออกจากพรินเตอร์ก่อน
ก่อนที่ภาพต่อไปจะพิมพ์เสร็จออกมาทับ
ทั้งนี้ก็เพื่อให้แน่ใจว่าภาพที่พิมพ์ได้จะไม่ถูกซ้อนทับจนทำให้หมึก
เลอะเทอะหรือมีสิ่งไม่พึงประสงค์จากกระดาษมาติดอยู่ภาพที่พิมพ์ได้นั่นอง
ข้อมูลจาก www.vbc.co.th ---------------------------------------------------------------------
|
|
|